ศิยามและอิอฺติก้าฟ ส่องความลับแห่งชีวิต
Image รอมฏอนกะรีม : ศิยามและอิอฺติก้าฟ ส่องความลับแห่งชีวิต
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ เราอยู่ในช่วงของเดือนรอมฎอนที่อบอวลไปด้วยความเมตตาแห่งองค์อัลลอฮฺ อันเป็นช่วงสัญญาแห่งการอภัยโทษจากความผิดบาปทั้งมวลที่ผ่านพ้น

แน่แท้จิตใจที่ผ่องแผ้วและสะอาดบริสุทธิ์จากมวลผิดบาป และห่อหุ้มด้วยด้วยสำนึกแห่งความยำเกรงที่อัลลอฮฺทรงประทานให้ผู้ถือศีลอดในเวลากลางวันและผู้ยืนเคารพอพระองค์ในเวลากลางคืนนั้นช่างมีชีวิตชีวาและดูแข็งแกร่งนัก หนึ่งเดือนเต็มที่บ่าวผู้หนึ่งได้พยายามมุ่งสร้างสำนึกแห่งความยำเกรงในใจที่ปลอดจากบาปและความละโมบด้วยการถือศีลอด การกิยาม(การนมาซยามค่ำคืน) และอิอฺติก้าฟ(การเก็บตัวอยู่ในมัสยิดเพื่อทำอิบาดะฮฺ) ที่ล้วนประกอบด้วยกิจอิบาดะฮฺต่างๆมากมาย และบรรยากาศแห่งรอมฎอนที่แสนวิเศษ ช่างมีความหมายที่เจิดจรัสแก่ชีวิตเขา มาตรแม้นว่าเขาเป็นบ่าวที่มั่นใจอย่างแน่วแน่ในผลตอบแทนของอัลลอฮฺ ด้วยศรัทธาและเปี่ยมหวัง พร้อมกับการปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างของท่านรสูล 

ทั้งนี้ กิจทั้งหลายดังกล่าว แท้จริงนั้นคือสิ่งที่พกพาความพิสุทธิ์และความยำเกรงในใจ อันเป็นฐานและวิถีชีวิตที่บรรเจิดของปัจเจกบุคคลและประชาชาติมิเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า ?

เพราะกำหนดการแห่งรอมฎอนในแบบฉบับของท่านรสูล และบรรดาเศาะหาบะฮฺนั้นคือ ศิยาม กิยาม และอิอฺติก้าฟ ด้วยศรัทธาและความหวังที่เปี่ยมล้นนั้นเอง

ศิยาม คือ การอดกลั้น ไม่ดื่มกิน ไม่มีเพศสัมพันธ์ และไม่ประพฤติผิดทั้งมวล ในช่วงเวลากลางวันตั้งแต่อรุณเริ่มแย้ม จวบจนอาทิตย์ลับขอบฟ้า

กิยาม คือ การนมาซตะรอวีหฺ และอิบาดะฮฺอื่นๆ ที่ปฏิบัติในยามค่ำคืนของรอมฎอน
อิอฺติก้าฟ คือ ความพยายามของบ่าวคนหนึ่งเพื่อเก็บตัวอยู่ในมัสยิดตามเยี่ยงอย่างของท่านรสูล  เพื่อขวนขวายความพอพระทัยแห่งองค์อัลลอฮฺและสวนสวรรค์ของพระองค์ พร้อมๆกับการแสวงหาคืนลัยละตุลก็อดรฺ ในช่วงสิบวันสุดท้ายของรอมฎอน
กิจทั้งสามประการนั้นถูกปฏิบัติด้วยลักษณะที่เปี่ยมไปด้วย

อีมาน นั่นคือ การเชื่อว่า ศิยาม กิยาม และอิอฺติก้าฟนั้นเป็นส่วนหนึ่งของบัญญัติแห่งองค์อัลลอฮฺ ที่ท่านรสูลได้ทำไว้เป็นตัวอย่าง ด้วยความหวังสุดซึ้ง(อิหฺติซาบ) คือความปรารถนาที่จะได้รับผลรางวัลทั้งหลายจากอัลลอฮฺเพียงผู้เดียว

อิบาดะฮฺทั้งสามดังกล่าวประกอบกันขึ้นด้วยอิบาดะฮฺอื่นๆอีกอาทิ


- การอ่านอัล-กุรฺอานและซิกิรฺ

- ดุอาอฺและการวิงวอน

- ซะหูรฺ (การทานอาหารก่อนรุ่งอรุณ) และการกล่าวขออภัยโทษ(อิสติฆฺฟารฺ)

- การอดและการละศีลอด

- การจ่ายทาน(เศาะดะเกาะฮฺ) และการให้อาหารละศีลอดแก่ผู้ถือศีลอด

- ความขันติอดทนและการเสียสละ

- ความใจกว้าง และมุ่งมั่นจริงจังในการปฏิบัติอิบาดะฮฺ

- อิบาดะฮฺและเชื่อฟังอัลลอฮฺ

ทั้งหมดนั้นมีผลแห่งความประเสริฐมากมายจากอัลลอฮฺ นั่นคือ

- ความเมตตาและการอภัยโทษ

- สุขภาพพลานามัย และความประเสริฐ

- โล่ห์ป้องกันจากไฟนรก และความสำเร็จในชีวิตโลกและปรภพ

- ผลตอบแทนทวีคูณและการตอบรับดุอาอฺ

- ชะฟาอะฮฺ(ความช่วยเหลือให้รอดพ้น) และลัยละตุล ก็อดรฺ

- การรอดพ้นจากไฟนรก

- การกล่าวพรและคำเชื้อเชิญของเทวทูตมลาอิกะฮฺ

- มวลมารชัยฏอนที่ถูกพันธนาการ

- ขุมนรกที่ถูกปิดตรึง

- ประตูสวรรค์ที่เปิดอ้า
ทั้งหมดนั้นคืออุตสาหะ โอกาส และการประทานจากองค์อัลลอฮฺแก่ปวงบ่าวในเดือนรอมฎอนอันมหาประเสริฐ แต่มีผู้ใดเล่าในหมู่บ่าวที่ได้รับโชคอันยิ่งใหญ่ ผ่านกระบวนการปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นในช่วงโอกาสอันมีค่านี้ ช่วงเวลาที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อบ่าวตั้งเจตนาถือศีลอดในวันแรกของเดือนรอมฎอน และจบลงเสร็จสิ้นด้วยเสียงตักบีรฺสรรเสริญอัลลอฮฺว่า “อัลลอฮุ อักบัรฺ อัลลอฮุ อักบัรฺ” ยามที่เขาออกจากการเก็บตัวอิอฺติก้าฟ ในคืนสุดท้ายซึ่งวันรุ่งขึ้นคืออีดอีดุลฟิฎรฺ

นี่คือการประทานอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีแก่นเป็นตักวา(ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) เริ่มด้วยหยาดหยดแห่งความเมตตาในสิบวันแรกของเดือน เพื่อให้เกิดอรรถรสในการขวนขวายการอภัยโทษในช่วงสิบวันถัดมา และจบลงด้วยผลลัพธ์คือการปลดปล่อยและเป็นไทจากไฟนรก มันก่อให้เกิดความรู้สึกถวิลหาการใกล้ชิดอัลลอฮฺ ในซอกหลืบแห่งค่ำคืนและกลางดึกที่เงียบสงัด ใต้ชายคาของอารามมัสยิดแห่งพระองค์ ในช่วงสิบวันสุดท้ายที่บ่าวเก็บตัวอยู่ในมัสยิด นัยเพื่อค้นหาความลับแห่งชีวิต และลัยละตุลก็อดรฺอันมหาประเสริฐและยิ่งใหญ่ อัลลอฮุ อักบัรฺ วะลิลลาฮิลหัมดฺ

และนั่นคือข้อเท็จจริงของชีวิตผู้เป็นมุอฺมิน

นี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านรสูลจึงจริงจังและไม่เคยเพิกเฉยต่อการศิยาม กิยาม และอิอฺติก้าฟ นับตั้งแต่ถูกบัญญัติลงมาครั้งแรก มิเพียงเท่านั้น ในปีสุดท้ายแห่งวาระการมีชีวิต ท่านได้อิอฺติก้าฟถึงยี่สิบวันด้วยกัน ท่านรสูลไม่เคยเริ่มกล่าวตักบีรฺอีดุลฟิฎรฺ นอกจาก ณ มัสยิดอันเป็นสถานที่ที่ท่านเก็บตัวอิอฺติก้าฟ อัลลอฮุ อักบัรฺ อัลลอฮุ อักบัรฺ อัลลอฮุ อักบัรฺ วะลิลลาฮิลหัมดฺ

หากแม้นการนมาซตะรอวีหฺนั้น ท่านได้กระทำร่วมกันกับเศาะหาบะฮฺเพียงไม่กี่คืน แล้วท่านก็หยุดไม่นมาซร่วมกันอีก ด้วยเกรงว่าจะถูกบัญญัติเป็นข้อบังคับ แต่สำหรับอิอฺติก้าฟแล้ว ท่านไม่เคยหยุดหรือละทิ้งมัน ตั้งแต่เริ่มแรกของการบัญญัติให้ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน โดยที่ท่านไม่เคยเกรงว่ามันอาจจะถูกบัญญัติเป็นข้อบังคับ ทั้งๆที่มันอาจจะลำบากหนักหนากว่าการนมาซตะรอวีหฺด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะความลับที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้อิอฺติก้าฟนั้นช่างยิ่งใหญ่นัก และเปี่ยมด้วยคุณค่าสาระที่เป็นประโยชน์ และเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์ผู้หนึ่ง ต่อสังคมและประเทศชาติอีกด้วย

กระทั่งบรรดาภริยาของท่านก็เอาเยี่ยงอย่าง ด้วยการอิอฺติก้าฟพร้อมๆกับท่าน และปฏิบัติเรื่อยมาแม้หลังจากที่ท่านสิ้นชีวิตแล้ว ในขณะที่โดยทั่วไป การนมาซของผู้หญิงเองนั้นไม่สนับสนุนให้ทำที่มัสยิด สุบหานัลลอฮฺ อิอฺติก้าฟนั้นช่างยิ่งใหญ่เยี่ยงนั้นเชียว

อิอฺติก้าฟนั้นถูกบัญญัติในสมัยหลังการอพยพสู่มะดีนะฮฺ เป็นช่วงที่ท่านรสูลกำลังสร้างฐานของสังคมและบ้านเมือง มิใช่เพียงแค่สร้างตัวตนและครอบครัวเท่านั้น ดังนั้นจึงนับเป็นความผิดพลาดใหญ่หลวง ถ้าผู้ใดที่อ้างว่าผูกมัดอยู่กับภาระความรับผิดชอบต่อสังคมและบ้านเมือง แต่มิยอมใช้อิอฺติก้าฟเป็นโปรแกรมเพื่อใช้สร้างตัวเอง ครอบครัว และประเทศชาติ

น่าแปลกนัก ทำไมประชาชาติมุสลิมจึงได้แต่ถือศีลอด และนมาซตะรอวีหฺเท่านั้น แต่น้อยนักที่ปฏิบัติอิอฺติก้าฟในสิบวันสุดท้ายของรอมฎอน ช่างน่าเสียดายเหลือเกินที่รอมฎอนของพวกเขาถูกตัดหางในช่วงสุดท้ายจนด้วนดูไม่สมประกอบ พวกเขาลบเลือนสัญลักษณ์สำคัญของรอมฎอน นั่นคือแนวทางของท่านรสูล  ในการอิอฺติก้าฟ ซึ่งท่านไม่เคยตัดมันทิ้งจากรอมฎอนของท่านทุกปีที่มันมาถึง นับตั้งแต่เริ่มแรกของการอพยพจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน คลับคล้ายโดยนัยว่าอิอฺติก้าฟคือสุดยอดของภารกิจแห่งเดือนรอมฎอนพร้อมๆ กับการถือศีลอด และไม่มีการถือศีลอดนอกเสียจากต้องมีอิอฺติก้าฟ เพราะไม่มีรอมฎอนใดที่ท่านรสูลไม่เคยอิอฺติก้าฟในสิบวันสุดท้ายของเดือน

ดังนั้น เหล่าอุละมาอฺจึงมีความเห็นว่า การอิอฺติก้าฟในช่วงสิบวันสุดท้ายของรอมฎอนนั้นเป็น “สุนัตมุอั๊กกะดะฮฺ” (สนับสนุนให้ทำอย่างที่สุด) และเราไม่เคยรู้สึกว่ามีอิบาดะฮฺใดที่อยู่ในระดับสุนัตมุอั๊กกะดะฮฺถูกละเลยโดยประชาชาตินี้มากไปกว่าการอิอฺติก้าฟ ถูกละเลยจนเกือบไม่เป็นที่รู้จักในสังคมบ้านเรา ทั้งๆที่ภูมิภาคนี้มีชื่อเสียงว่าเป็นแหล่งอุละมาอฺและเป็นระเบียงแห่งนครมักกะฮฺ เมื่อก่อนศตวรรษที่สิบห้าแห่งฮิจเราะฮฺศักราช

ศิยามและอิอฺติก้าฟเป็นภารกิจที่แน่นอนตามแนวทางของท่านรสูลในเดือนรอมฎอน เพราะทั้งสองล้วนมีความคล้ายเคียงกันในแง่ที่มีหลักว่าต้องพยายาม “อดกลั้น” คือ ศิยาม คือการอดกลั้นไม่แตะต้องอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อนุมัติถ้าหากไม่ได้ถือศีลอด นับประสาอะไรกับสิ่งที่ไม่ถูกอนุมัติถึงแม้จะไม่ได้ถือศีลอดก็ตาม

อิอฺติก้าฟ คือการอดกลั้นในแง่ของการกักตัวในที่ๆจำกัด ไม่สามารถออกมาจากมัสยิด และไม่สามารถกระทำบางสิ่งบางอย่างที่สามารถทำได้ถ้าหากอยู่นอกการอิอฺติก้าฟ ในจำนวนนั้นคือ การหลับนอนกับภรรยา ถ้าหากศิยามไม่อนุญาตให้มีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น แต่อิอฺติก้าฟห้ามไม่ให้มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาตลอดช่วงเวลาสิบวันไม่ว่าทั้งกลางวันหรือกลางคืน อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

ولا تباشروهن وأنتم عاكفون في المساجد

ความว่า พวกเจ้าอย่าได้แนบเนื้อพวกนาง ในขณะที่พวกเจ้าเก็บตัวอยู่ในมัสยิด (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 187)

เห็นได้ชัดว่าการอดกลั้นในอิอฺติก้าฟนั้นเข้มข้นกว่าการอดกลั้นในศิยาม ด้วยเหตุนี้อุละมาอฺบางท่านจึงมีความเห็นว่า ศิยามคือเงื่อนไขหลักของอิอฺติก้าฟ เพราะศิยามคือหลักของอิอฺติก้าฟ เป็นทางหรือบันไดสู่ระดับของการอิอฺติก้าฟนั่นเอง ในขณะที่อิอฺติก้าฟนั้นก็เหมือนสุดยอดแห่งผลได้จากการศิยามหรือการถือศีลอดที่สวยสดงดงาม และเป็นส่วนได้จากการอดกลั้นในศิยาม ซึ่งอิอฺติก้าฟเป็นสุดยอดอิบาดะฮฺแห่งรอมฎอนที่ต้องใช้ความอดกลั้น วัลลอฮฺ อะอฺลัม

อิอฺติก้าฟ : ผลจากการศิยามและกิยาม ส่องความลับแห่งชีวิต ขวนขวายลัยละตุล ก็อดรฺ และการรอดพ้นจากเพลิงนรก

ด้วยเพราะศิยามและกิยามมีบทบาทสำคัญในการสร้างตักวาหรือความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ตักวาที่เกิดจากศิยามและกิยาม ตลอดช่วงเวลายี่สิบวันได้กลายเป็นรากฐานที่สมบูรณ์พื่อพร้อมเข้าสู่ระดับการอิอฺติก้าฟที่พร้อมด้วยศิยามและกิยามนั่นเอง

อิอฺติก้าฟ นอกจากจะมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาความลับแห่งชีวิต ผ่านการดับไฟแห่งตัณหาและพุ่งจิตมุ่งมั่นเข้าสู่อัลลอฮฺผู้ทรงเอกะและอภัยยิ่งแล้ว ยังเป็นวิถีแห่งท่านรสูลในการค้นหาลัยละตุลก็อดรฺ ซึ่งวาดหวังว่าจะมาเยือนในสิบวันสุดท้ายของรอมฎอน อีกทั้งเป็นความพยายามเพื่อวิงวอนให้อัลลอฮฺเจ้าทรงมอบความรอดพ้นจากเปลวเพลิงของไฟนรก ซึ่งพระองค์ได้สัญญาจะมอบให้อย่างกว้างขวางในสิบวันสุดท้ายนี้เช่นกัน สามประการที่เราค้นหาในช่วงเวลาแห่งการอิอฺติก้าฟ นั่นคือ


- ความลับแห่งชีวิตมนุษย์ โดยอาศัยหลักแห่งตักวา ผ่านแสงสว่างของอัล-กุรฺอาน

- ความประเสริฐของลัยละตุลก็อดรฺ ที่ดีกว่าการอิบาดะฮฺถึงพันเดือน

- การรอดพ้นจากไฟนรก
ถ้าหากศิยามคือภารกิจซึ่งกลายเป็นที่จำเป็นของความต้องการดั้งเดิมตามธรรมชาติของจิตใจและร่างกายแล้ว อิอฺติก้าฟก็คือธรรมชาติความต้องการของจิตและร่างกายที่จำเป็นและสำคัญยิ่งอีกทางหนึ่ง อย่างน้อยที่สุด เพียงสิบวันในแต่ละปีที่ได้พักผ่อนและวางมือจากภารกิจการงานที่วุ่นวายและรบกวน เข้าสู่กระบวนการปรับปรุงแก้ไขและเอาชนะปัญหาทางจิตวิญญาณและร่างกายบางประการ หรือไม่ก็เป็นการพักผ่อนจากการต้องแหวกว่ายในโลกแห่งวัตถุ ซึ่งต้องใช้พลังแห่งจิตใจและร่างกายตลอดทั้งปีหรือตลอดชั่วชีวิต วัลลอฮฺ อะอฺลัม

มาตรแม้นว่าชีวิตของท่านรสูล  คือแบบอย่างแห่งชีวิตที่มหาประเสริฐแก่มวลประชาชาติของท่าน ดังนั้น ที่กล่าวมาทั้งหมด คือสถานะของอิอฺติก้าฟในวิถีชีวิตของท่าน ที่น่าเสียดายเหลือเกินว่า แบบอย่างดังกล่าวยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ดีพอในวิถีชีวิตของประชาชาตินี้ นับกระทั่งแม้แต่บรรดาอุละมาอฺ เหล่าผู้นำ นักอบรมและนักเผยแผ่ ที่ล้วนเป็นผู้สืบทอดมรดกของเหล่าศาสนทูต !!
มาเถิด มาร่วมกันเติมเต็มช่วงเวลาสิบวันสุดท้ายของรอมฎอนที่ถูกสัญญาด้วยผลตอบแทนที่เป็นความบริสุทธิ์ใสของจิตใจ และปลอดพ้นจากไฟนรก พร้อมๆ กับรางวัลแห่งพระผู้เป็นเจ้า ในรูปลักษณ์ของลัยละตุลก็อดรฺ ที่ประเสริฐกว่าวันอื่นๆ ถึงพันเดือน ด้วยสุนนะฮฺอิอฺติก้าฟของท่านรสูล 

แท้จริง ไม่มีความดีงามบนโลกนี้และโลกหน้าในวิถีชีวิตที่ขัดกับแบบอย่างของท่านรสูล  เป็นแน่แท้ และมีอะไรที่จะอ้างอีกในเมื่ออิอฺติก้าฟคือสุนนะฮฺที่ท่านปฏิบัติตลอดช่วงอายุขัยการมีชีวิตของท่าน ?

อัลลอฮฺ เป็นผู้ช่วยให้สมหวังและเป็นผู้ชี้ทางสู่ความเที่ยงตรง

وصلى الله على نبينا محمد وعلى آله وصحبه وسلم



มัสยิด อิบาดุรฺเราะห์มาน
รอมฎอน 1422


------------------------------------
ดร.อิสมาอีล ลุตฟี เขียน
ซุฟอัม ถอดความ คัดลอกจาก "อิกเราะอฺออนไลน์"